สวีดิช ลัปป์ลันด์: โรงแรมน้ำแข็ง แสงเหนือและไซบีเรียน ฮัสกี้ Print
Written by Punnaporn Archawaranon   
Thursday, 16 August 2012 21:01

เรื่อง: พรรณพร อัชวรานนท์ ภาพ: ธนะ คำรณฤทธิศร

จากคอลัมน์ "Terminal EU" (TSVD: opnmnd Magazine #1 รักษ์โลก)

Northern Light in Abisko, Sweden

 

ท่ามกลางความร้อนระอุของยุโรปในช่วงนี้.. หลายๆคนคงจะนึกถึงเครื่องปรับอากาศในเมืองไทย ตามด้วยน้ำแข็งหรืออะไรเย็นๆ ดับความร้อนอยู่ไม่น้อย...

 

เราจึงขออาสาพาพวกเราไปสัมผัสความเย็นติดลบของขั้วโลกเหนือ เผื่อจะคลายความร้อนรุ่มได้บ้าง แถมด้วยการชมปรากฏการณ์ที่ปกติจะมีแต่ชาวขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่ได้ชม นั่นคือ ปรากฏการณ์แสงเหนือ (Northern Light) หรือที่รู้จักกันในนามว่า ปรากฏการณ์แสงออโรรา (Aurora Borealis) นั่นเอง...

 

 

Polar Night


ปรากฏการณ์แสงเหนือในยุโรปจะสามารถเห็นได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียตอนบน (ทางเหนือของนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์) รัสเซีย กรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ แต่เมื่อคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางประกอบกับค่าใช้จ่ายแล้ว เราจึงเลือกจุดหมายปลายทางการดูแสงเหนือที่เมืองคิรูนา (Kiruna) และหมู่บ้านอบิสโก (Abisko) ในเขตลัปป์ลันด์ (Lappland) ประเทศสวีเดน เนื่องจากมีเครื่องบินจากเยอรมนีไปลงกรุงสตอกโฮล์มอยู่มากมาย

Arctic Circle

 

เราตัดสินใจเดินทางไปตามล่าแสงเหนือในช่วงวันหยุดปีใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งในช่วงดังกล่าวของแต่ละปีจะเกิดปรากฏการณ์ Polar Night (มีกลางคืนมากกว่า 24 ชั่วโมง) ควบคู่ไปด้วย ปกติแล้วเราสามารถเดินทางจากสตอกโฮล์มไปเมืองคิรูนาได้สองวิธี นั่นคือ การนั่งรถไฟ 17 ชั่วโมง ซึ่งมีทั้งเที่ยวกลางวันและกลางคืนและแบบที่สองคือนั่งเครื่องบิน 1 ชั่วโมงครึ่งไปลงที่สนามบินคิรูนา เนื่องจากเราอยากลองประสบการณ์ทั้งสองแบบ จึงเริ่มต้นทริปด้วยการบินไปลงสตอกโฮล์ม แล้วนั่งรถไฟข้ามคืน ซึ่งจะไปถึงตอนเช้าที่เมืองคิรูนาพอดี โดยรถไฟจะมีที่นั่งหลายประเภทให้เลือก ได้แก่ แบบ Seat คือเก้าอี้นั่ง (ตลอดทาง) แบบ Couchette คือมีเตียงพับหกเตียง มีห้องน้ำอยู่ตรงโถง ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบเป็นหญิงล้วนหรือแบบคละเพศ หากมากันสี่คนขึ้นไป สามารถจองเป็นห้องส่วนตัวได้ แต่หากต้องการห้องแบบไม่ถึงสี่คนและสะดวกสบายมากขึ้น ก็สามารถเลือกห้อง Sleeping car (ราคาจะสูงกว่าแบบ Seat และ Couchette มาก) ซึ่งมีสองแบบ ได้แก่  Sleeping car with WC/shower คือมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำส่วนตัวในห้อง นอนได้สองคน และ Sleeping car compartment นอนได้สามคน มีอ่างล้างหน้าอยู่ในห้อง และใช้ห้องน้ำและที่อาบน้ำรวมที่อยู่ตรงโถง ครั้งนี้คณะของเราเลือกห้องแบบ Couchette สำหรับหกคน ช่วงที่ยังไม่นอนก็สามารถนั่งปกติเหมือนห้องในรถไฟธรรมดาได้ ซึ่งจากประสบการณ์ เราขอแนะนำให้หาสมาชิกไปให้ครบหกเพื่อความเฮฮาแบบเป็นส่วนตัว แถมประหยัดเงินได้เเยะกว่าห้องชนิดอื่นๆ หากต้องการความประหยัดดังกล่าว ควรจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน (ถูกจริงจัง) ที่ www.sj.se ส่วนขากลับ เรานั่งเครื่องบินกลับจากคิรูนาไปลงที่สนามบินอาร์ลันดา (Arlanda) ของสตอกโฮล์ม

 

 


 

ยิ่งขึ้นไปทางเหนือ อุณหภูมิภายนอกรถไฟก็ยิ่งติดลบลงเรื่อยๆ  เราสามารถรับรู้ถึงความหนาวที่กำลังเข้ามาเยือนได้ทันที สังเกตได้จากเวลาที่เดินออกไปเข้าห้องน้ำจะเห็นก้อนน้ำแข็งเกาะอยู่ตามประตูรถไฟ (เหมือนที่เราเห็นในหนังสิ้นโลกของต่างประเทศหลายๆ เรื่อง) และในที่สุดเมื่อรถไฟเข้าเทียบท่าชานชาลา Kiruna C เราก็รู้สึกได้ถึงความหนาวที่สุดของชีวิตที่น้อยครั้งจะมีโอกาสได้มาสัมผัสที่กว่า -30 ถึง -40 องศาเซลเซียส (นึกแล้วยังหนาวจนทุกวันนี้...)


Frozen Train


เมืองคิรูนา (Kiruna) เป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ ที่อยู่เหนือที่สุดในประเทศสวีเดน มีความสำคัญเพราะเป็นเมืองที่ผลิตแร่เหล็กที่มีชื่อของประเทศ (เขาว่ากันว่า.. เหล็กดีต้องที่สวีเดน) บริษัทเหมืองเหล็กชื่อดังของสวีเดน LKAB (Luossavaara-Kiirunavaara Aktiebolag) ได้เปิดพิพิธภัณฑ์เหมืองเหล็กใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้เยี่ยมชม ส่วนที่ให้เข้าชมจะอยู่ลึกลงไปประมาณ 540 เมตร โดยจะต้องไปกับทัวร์ที่มีไกด์นำไปจากศูนย์นักท่องเที่ยวเท่านั้น ค่าเข้าชมราคานักเรียนจะอยู่ที่ 195 SEK หรือประมาณ 22 EUR (มิถุนายน 2555) ซึ่งภายในเหมืองอันใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ มีการจัดแสดงสภาพการทำงานของชาวเหมืองที่แท้จริงให้เห็นตั้งแต่สมัยอดีตจนกระทั่งทุกวันนี้

LKAB Iron Mine - 2LKAB Iron Mine - 1


มาเมืองนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการไปชมโรงแรมน้ำแข็งในหมู่บ้านยุคคัสเยร์วี (Jukkasjärvi) ที่เลื่องชื่อ (อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร) ซึ่งสามารถเดินทางไปด้วยรถบัสหรือรถแท็กซี่  (หากมากันเป็นหมู่คณะ)  ว่ากันว่าโรงแรมน้ำแข็งแห่งนี้เป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของโลก ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศหนาวๆอื่นๆในโลก ให้สร้างโรงแรมน้ำแข็งตามอีกมากมาย เมื่อเข้ากลางเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปี สถาปนิกและนักออกแบบจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อตัดก้อนน้ำแข็งจากแม่น้ำทอร์เนอ (Torne) ที่อยู่ใกล้เคียง มาเนรมิตเป็นห้องพักในรูปแบบต่างๆ

 

Ice HotelIce Hotel


โรงแรมน้ำแข็งแห่งนี้จะเปิดสองลักษณะคือ ช่วงกลางวันจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมภายใน (ราคานักเรียน 200 SEK หรือ 23 EUR) เมื่อตกเย็นก็จะเปิดให้แขกของโรงแรมเข้าพัก สนนราคาต่อคืนต่อคนประมาณ 1250 - 3500 SEK (141 - 395 EUR) ขึ้นอยู่กับการตกแต่งภายในห้อง โดยภายในห้องจะถูกปรับอุณหภูมิไว้ให้อยู่ระหว่าง -5 ถึง -8 องศาเซลเซียส ซึ่งทีเด็ดไม่ว่าจะเข้าชมหรือเข้าพักโรงแรมน้ำแข็งอีกอย่างหนึ่ง คือการลองนอนบนหนังกวางเรนเดียร์  (ที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ไม่น้อย...) ซึ่งวางคลุมบนเตียงน้ำแข็งอีกทีหนึ่ง

Bedroom in Ice HotelCorridor in Ice Hotel


กวางเรนเดียร์เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญต่อชาวซอมิ (Sami) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในแคว้นลัปป์ลันด์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะสามารถนำทุกส่วนในร่างกายมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมื่อยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยตอนยังมีชีวิต ชาวซอมิจะใช้กวางเรนเดียร์เพื่อลากขนย้ายสิ่งของบนพื้นหิมะ ปัจจุบันนี้ยังสามารถเห็นกวางเรนเดียร์ตามธรรมชาติได้ทั่วไป และเมื่อมาถึงดินแดนแห่งนี้ เนื้อกวางเรนเดียร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องลิ้มลอง ซึ่งเมนูยอดฮิตคือ Sautéed reindeer หรือเรนเดียร์ผัดนั่นเอง

Reindeer


จะว่าไปโรงแรมน้ำแข็งแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ที่พักเท่านั้น หากแต่ยังมีบาร์น้ำแข็ง Absolut Ice Bar Jukkasjärvi ไว้ให้ผู้เข้าชมได้ตระการตาไปกับต้นกำเนิดบาร์น้ำแข็งทั่วโลก ซึ่งบาร์ที่อื่นๆมักจะจำกัดเวลาการเข้าไว้ประมาณ 40 นาที หากแต่ที่นี่ เราสามารถใช้เวลาอยู่ภายในบาร์น้ำแข็งได้นานตามต้องการ แถมยังมีวอดก้ายี่ห้อดังของสวีเดน คือ Absolut Vodka จำหน่ายให้คอทองแดงได้ดื่มด่ำควบคู่ไปกับการนั่งอยู่บนเก้าอี้น้ำแข็งที่มีเบาะหนังเรนเดียร์รองไว้อีกด้วย


Ice Bar


หลายๆ คนคงสนใจว่าเรากินอยู่กันอย่างไรในทริปหนาวๆ ทริปนี้ อันนี้มีที่มาที่ไป… อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง (นอร์เวย์ เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ ตามลำดับ) เราจึงตัดสินใจที่จะดำเนินตามวิถีของคนท้องถิ่นด้วยการประกอบอาหารกินกันเอง ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แถมได้ปริมาณที่มากกว่าในภัตตาคารอย่างมากมาย เรียกว่าอิ่มกันถ้วนหน้า แม้มาเที่ยว แถมยังสามารถอิ่มอร่อยแบบรสชาติไทยๆ ได้ไกลถึงเกือบจะสุดขั้วโลกเหนือด้วย... เนื่องจากชาวเราแบกกล่องมาม่าตั้งแต่ออกเดินทางจากสตอกโฮล์มเพื่อเป็นหัวใจของการกินอยู่ในทริปนี้



และแล้วก็ได้เวลาหกโมงเย็นพอดี ถึงเวลาที่เราจะออกตามล่าหาพระเอกของทริป  คือแสงเหนือนั่นเอง โดยปกติแล้วแสงเหนือจะปรากฏให้เห็นได้ช่วงฤดูหนาว (ปลายก.ย. ถึงกลางเม.ย.) เวลาที่ดีคือตอนฟ้ามืด ช่วงหกโมงเย็นจนถึงประมาณตีหนึ่งตีสอง แต่ช่วงที่จะเห็นได้ชัดที่สุดคือสี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม


เนื่องจากแสงเหนือจะปรากฏให้เห็นไม่แน่นอน ถึงแม้จะอยู่ในฤดูที่มักจะปรากฏให้เห็นแล้วก็ตาม (ต้องเรียกว่าแล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ) นอกจากนั้นยังต้องอาศัยคืนที่ฟ้ามืด และบริเวณที่ไม่มีแสงจากหลอดไฟถนนหรือแสงจากในเมืองมารบกวน เราจึงต้องออกไปตามล่าหาแสงเหนือตามพื้นที่ที่ห่างออกมาจากในเมือง โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีออกเดินไปตามทางที่เป็นทุ่งกว้างๆ หรือตามถนนที่ไม่มีไฟ และแล้ว ไม่ทันคาดคิด... เราก็โชคดีเหลือบไปเห็นแสงเหนือน้อยๆ ที่พาดผ่านอยู่เหนือเหมืองเหล็ก LKAB อยู่ไกลๆ พอหอมปากหอมคอ พวกเราก็รีบคว้ากล้องกันมาชักภาพทันทีทันใด (เพราะกลัวไม่ทัน) ก่อนที่แสงเหนือจะร่ำลาจากเราไปจริงๆ รอบนี้แสงเหนือปรากฏให้เห็นรำไรแบบเรียกน้ำย่อยอยู่ไม่ถึงสี่นาที

Abisko Train StationAbisko Mountain


เนื่องจากยังตามล่าหาแสงเหนือได้ไม่จุใจ ในวันถัดมาเราจึงตัดสินใจเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่สูงกว่าคิรูนาคือหมู่บ้านอบิสโก ซึ่งห่างไปจากเมืองคิรูนาเกือบ 100 กิโลเมตร นั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย หลายๆ คนมักจะสับสนกับป้ายรถไฟที่นี่ เนื่องจากที่นี่มี 2 ป้าย 2 สถานี นั่นคือ Abisko Östra และ Abisko Turiststation (ห้ามงง) เนื่องจากจุดหมายปลายทางของเราคือการเข้าหมู่บ้าน (เล็กๆ) เพื่อไปหากิจกรรมแบบหนาวๆ ทำ เราจึงลงที่ป้าย Abisko Östra ในขณะที่อีกป้าย Abisko Turiststation จะเป็นจุดหมายของคนที่ซื้อทัวร์ (แพงนะ) ขึ้นหอคอยไปดูแสงเหนือโดยเฉพาะ  อย่างไรก็ตามต้องบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่าแสงเหนือเห็นได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อทัวร์ราคาแพง ตราบใดที่เราสามารถเดินหาพื้นที่ที่มืดได้เองและเป็นช่วงเวลาที่แสงเหนือโผล่ขึ้นมาพอดี เพราะฉะนั้นคิดให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ชมแสงเหนือต่างๆ ที่แพงเกินไป ซึ่งมีโฆษณาอยู่ทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยวแถบนี้

 

Warm clothesSnow shoes

เมื่อมาถึงอบิสโก ก็จัดแจงเข้าที่พัก ซึ่งเราติดต่อไว้ล่วงหน้าเป็นแพ็คเกจราคานักเรียน รวมที่พัก รองเท้าและชุดกันหนาว (ลักษณะเหมือนชุดมนุษย์อวกาศหรือชุดหมี) อุปกรณ์เล่นสกีครอสคันทรี (Cross-Country Skiing) และที่สำคัญที่สุดคือกิจกรรมหมาลากเลื่อน (Dog Sledding) ที่ใครมาถึงดินแดนลัปป์ลันด์แล้ว ต้องลองสักครั้งหนึ่ง...

Northern Light in Kiruna, Sweden


เมื่อพักเหนื่อยหายแล้ว... ถึงเวลาดี (ประมาณสี่ห้าทุ่มเป็นต้นไป) พวกเราจึงเริ่มได้ทีออกตามล่าหาแสงเหนือกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เราเลือกไปตรงบริเวณที่มีทะเลสาบ (ซึ่งน้ำในทะเลสาบก็แข็งเนื่องจากอุณหภูมิติดลบ...) เพราะจะปราศจากแสงรบกวน แล้วก็รอ... ร้อ... รอ... จนในที่สุด เขาก็มา… เป็นประสบการณ์ที่อึ้ง... ทึ่ง... เสียว... อยู่ไม่น้อย เพราะเราจะเห็นเหมือนมีม่านสีเขียวไหลพริ้วอยู่ตรงหน้า ขยับไปมาใกล้บ้าง ไกลบ้าง เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ก็ไม่ใช่... มาปรากฏอยู่แล้วก็หายไป แล้วก็มาใหม่ เมื่อหายไป พวกเราก็ตามเพ่งหากันทั่วฟ้า เมื่อไหร่ที่ใครเห็นอะไรแปลกๆ ใช่หรือไม่ใช่แสงเหนือ ก็เรียกกันดูจ้าละหวั่น พอโผล่มาสักครั้งก็ต้องรีบชักภาพเก็บไว้แทบจะไม่ทันกันเลยทีเดียว...

 



เช้าวันถัดมาเราตระเตรียมแต่งตัวกันเต็มที่ (กันหนาว) เพื่อมาลองกิจกรรมฤดูหนาวแถบลัปป์ลันด์อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การบังคับหมาลากเลื่อน โดยหมาพันธุ์ที่ชาวซอมิใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี (Siberian Husky) เพราะอดทนต่อความหนาวเย็นได้สูง แถมยังถูกฝึกมาโดยเฉพาะในการลากเลื่อนบรรทุกของบนพื้นน้ำแข็งและพื้นหิมะ โดยขั้นแรกเจ้าของคอกแนะนำเราว่า ให้ทำความรู้จักกับเจ้าไซบีเรียน ฮัสกีที่จะใช้ลากเลื่อนของเรา ด้วยการเข้าไปลูบหัว แล้วนำแต่ละตัวมาผูกกับเชือกที่ต่อลากเลื่อนด้วยตนเอง ซึ่งจะใช้หมาทั้งหมด 4 ตัว ต่อการลากเลื่อนหนึ่งคนที่เราต้องบังคับเอง โดยตัวแรกจะต้องมีทักษะที่จะนำตัวอื่นๆ (มีแรงเยอะ) และมีความกล้าที่จะนำฝูงไปข้างหน้าในที่ที่ไม่มีใครนำอยู่ได้ การลากเลื่อนนี้เราจะต้องบังคับตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งกับเลื่อนและเจ้าหมา โดยบังคับให้วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน และคอยบังคับการเบรกเมื่อใกล้จะถึงเลื่อนของคนข้างหน้า (เป็นที่เหยียบแบบเหล็กฟันปลาอยู่ที่เท้าขวา ไว้ครูดกับพื้นน้ำแข็งเมื่อต้องการให้หยุด) ซึ่งในหลายชั่วโมงนี้ ก็ได้เห็นชาวเราล้มลุกคลุกคลานเพราะบังคับเลื่อนไม่ทัน หรือเสียหลักล้มไปมาจากการตีวงเลี้ยวมากอยู่ แถมบางครั้งก็เกิดเรื่องตลกคือหมาบางตัวเกิดถ่ายมูลขณะที่กำลังวิ่งอยู่ (ปวดพอดี... ห้ามได้ยาก) ทั้งบางตัวก็ผายลมออกมาให้สับสนกันเองว่าเป็นฝีมือของคนหรือเจ้าหมากันแน่...

 

 

Dog Sledge


ประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งที่น่าลิ้มลองก่อนที่สังขารจะไม่ไหว คือการลองมีชีวิตอยู่ภายใต้อุณหภูมิติดลบกว่าสามสิบถึงสี่สิบองศาภายนอกอาคาร ซึ่งบอกได้เลยว่าหนาวแบบไม่มีคำบรรยายใดๆ จริงๆ โดยเราสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกอาคารได้ด้วยชุดกันหนาวที่ดูเหมือนชุดของมนุษย์อวกาศหรือชุดหมีที่ทางที่พักจัดไว้ให้ นอกจากนั้นก็ต้องหาหมวกไหมพรมหรือผ้าพันคอมาพันหน้าพันตากันเอง เพราะหากอยู่ข้างนอกนานๆ จะเกิดอาการน้ำแข็งกัด (Frostbite) และเกาะได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะเกิดอาการแสบคันตามบริเวณที่เย็นมาก หากอาการหนัก ผิวหนังอาจจะลอกออกมาได้ อย่างตัวอย่างที่เราเดินไปมาอยู่ข้างนอกประมาณ 5 นาที ก็มีน้ำแข็งมาเกาะที่ผมและขนตา หนักจนเกือบกะพริบตาไม่ขึ้น แถมยังเป็นสีขาว แลดูเหมือนคนมีอายุอีกต่างหาก

 

Frozen Hair + Eyelashes


นอกเหนือจากกิจกรรมหลักๆ ดังกล่าว คนส่วนใหญ่ที่มาเยือนดินแดนนี้ในฤดูหนาวมักจะซื้อทัวร์หรือเช่ารถสโนว์โมบิล (Snowmobile) ขับลุยพื้นหิมะท่องไปในดินแดนลัปป์ลันด์ โดยคนขับจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถ (สำหรับคนไทยสามารถนำใบขับขี่สากลมาใช้ได้) หนึ่งคันจะสามารถนั่งได้สองคน (รวมคนขับ) นอกจากนั้นการตกปลาจากทะเลสาบน้ำแข็งก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเจาะพื้นทะเลสาบลงไปเป็นรูไม่เล็กไม่ใหญ่ หย่อนเบ็ดลงไป แล้วก็ “รอ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าได้ปลาเมื่อไหร่ คนตกก็จะตื่นเต้นระคนภาคภูมิใจมากกว่าการตกปลาในช่วงเวลาปกติเป็นไหนๆ

 

Snow Mobile


การเล่นสกีครอสคันทรีก็เป็นอีกหนึ่งกีฬาเบาๆ ที่สามารถหาเล่นได้ในแถบนี้ โดยส่วนใหญ่จะเล่นบนทางราบและเนินหิมะเล็กๆ ให้พอกระชุ่มกระชวย ซึ่งสามารถหาเช่าอุปกรณ์ได้ทั่วไปในเมือง หรือบางทีอาจมาพร้อมกับแพ็คเกจที่พักและกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนั้นใครที่อยากผ่อนคลายจากกิจกรรมหนักๆ ระหว่างวัน ชาวซอมิมีการเซาว์น่าแบบพื้นเมืองของตนเองที่เรียกว่า Swedish Mountain Sauna ซึ่งคนที่อยากลอง ต้องแก้ผ้าผ่อนให้หมดและมีความกล้าเป็นอย่างสูงเพราะเป็นเซาว์น่าแบบไม่แยกเพศ ชาวเราจึงตัดสินใจส่งหนุ่มๆ ในคณะลงไปประลอง ซึ่งหนุ่มๆ ผู้กล้าทั้งหลายก็ดูจะพึงพอใจและผ่อนคลายกับกิจกรรมนี้อยู่มากโข...

Cross Country Skiing


ก่อนจากกันเราขอแนะนำเคล็ดลับเด็ดๆ เรื่องการถ่ายภาพแสงเหนือสุดหินในหน้าถัดไป



ผู้เขียน ธนะ คำรณฤทธิศร (บิล)

การเตรียมตัวก่อนไปถ่ายภาพ
- การแต่งกาย ควรเตรียมเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมและอบอุ่นเพียงพอ ซึ่งไม่ควรมองข้ามระยะเวลาที่ต้องรอแสงเหนือในอากาศที่หนาวเย็นจัดเป็นเวลานาน
- ควรมองหาสถานที่ที่เหมาะสมในช่วงเวลากลางวันหรือก่อนท้องฟ้าจะมืดสนิทไว้ล่วงหน้า เพื่อกลับมาดูแสงเหนือตอนฟ้ามืดแล้ว ควรเป็นบริเวณที่ห่างไกลจากเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงแสงไฟและหมอกควันจากอุตสาหกรรมต่างๆ
- เมื่อได้สถานที่ที่เหมาะสมแล้ว เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ขาตั้งกล้องและการตั้งค่าของตัวกล้อง
- ในขณะที่รอดูแสงเหนือนั้น ควรเก็บกล้องถ่ายรูปไว้ในกระเป๋ากล้อง เพื่อป้องกันตัวกล้องจากความเย็นของสภาวะแวดล้อม หากตัวกล้องไม่ได้อยู่ในกระเป๋า ควรหันหน้าเลนส์ลงพื้นเพื่อป้องกันน้ำแข็งเกาะบริเวณหน้าเลนส์

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพแสงเหนือ
1. กล้องถ่ายภาพที่สามารถตั้งความเร็วของชัตเตอร์ได้
2. เลนส์มุมกว้างและมีค่า F ต่ำ
3. ขาตั้งกล้อง
4. รีโมทแบบมีสายลั่นชัตเตอร์
5. ไฟฉาย ใช้ในการนำทางและเตรียมอุปกรณ์ (ดูไม่สำคัญ... แต่สำคัญมาก)

การตั้งค่าของตัวกล้อง
1. ตั้งค่าความไวแสง (ISO) ประมาณ 400 - 800 ไม่ควรตั้งค่า ISO ให้สูงมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ในจุดที่เป็นที่มืดในภาพ
2. ความเร็วของชัตเตอร์ควรตั้งเป็นโหมด Bulb และหากมีสายลั่นชัตเตอร์ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพมากขึ้นในการล็อกชัตเตอร์
3. เลือกระบบโฟกัสแบบ Manual และตั้งระยะโฟกัสที่ Infinity หรือเปิดระบบ Auto Focus แล้วทำการโฟกัสไปที่ดวงจันทร์ แล้วจึงค่อยเปิดเป็นระบบ Manual Focus เวลาที่จะถ่ายภาพแสงเหนือ
4. ควรมีแบตเตอรี่สำรองอย่างน้อย 1 ก้อน โดยเก็บแบตเตอรี่สำรองไว้ในกระเป๋าหรือบริเวณที่อุ่น เนื่องจากที่อุณหภูมิต่ำ อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะสั้นกว่าอุณหภูมิปกติ และการเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานในขณะถ่ายภาพ ตัวกล้องจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มากกว่าปกติ
5. ในกล้องบางรุ่นอาจมีฟังก์ชัน Long Exposure Noise Reduction ควรเปิดฟังก์ชันนี้เพื่อลดสัญญาณรบกวน ในกรณีที่ถ่ายภาพโดยเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานาน
6. ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอ LCD บนกล้องในระดับต่ำ เพราะในสภาวะแวดล้อมที่มืดมิด จอ LCD ที่สว่างเกินไป อาจทำให้ภาพที่เห็นบนจอผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง หากเป็นไปได้ ให้ดู Histogram ของภาพเป็นหลัก
7. ขาตั้งกล้องที่ใช้ควรสูงเพียงพอและมีความมั่นคง เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวกล้องและเลนส์ และควรจะมีหัวที่ทำการปรับมุมเงยได้
8. ควรถอดฟิลเตอร์ทุกชนิดออกจากหน้าเลนส์ขณะทำการถ่ายภาพ

ขณะถ่ายภาพ
- หลังจากเห็นปรากฎการณ์แสงเหนือแล้ว ควรรีบถ่ายภาพการเกิดปรากฎการณ์แสงเหนือ “เผื่อไว้” ในทุกครั้ง เพราะแต่ละครั้งจะเกิดในระยะเวลาที่ไม่แน่นอน อาจเกิดเพียงแค่ไม่กี่นาที และควรคำนึงถึงระยะเวลาที่เริ่มถ่าย และระยะเวลาที่กล้องทำการเปิดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพด้วย
- ระยะเวลาในการเปิดชัตเตอร์นั้น ขึ้นอยู่กับความสว่างของตัวเลนส์ (F-Stop) และความสว่างของแสงเหนือเองด้วย
ที่ความสว่างของแสงเหนือปกติ ความเร็วของชัตเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น
ความสว่างของเลนส์ F 2.8 ความเร็วชัตเตอร์ ประมาณ  30 วินาที ที่ ISO 400
ความสว่างของเลนส์ F 3.5 ความเร็วชัตเตอร์ ประมาณ  45 วินาที ที่ ISO 400
- ควรระมัดระวังการหายใจในบริเวณที่ใกล้กับตัวกล้อง เนื่องด้วยในสภาวะอากาศหนาวเย็น ลมหายใจจะมีไอน้ำปะปนอยู่ในปริมาณสูง
- หากต้องการถ่ายรูปบุคคลกับแสงเหนือ สามารถทำได้โดยการเปิดแฟลช โดยให้โฟกัสที่ตัวบุคคล
- หลังจากกลับเข้าที่พัก ไม่ควรนำกล้องออกจากกระเป๋าทันที ควรเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อให้ความเย็นของตัวกล้องค่อยๆ กลับเข้าสู่อุณหภูมิห้องอย่างช้าๆ เสียก่อน

Northern Light


นี่ก็เข้าใกล้ฤดูแสงเหนือมาเยือนโลกแล้ว หวังว่าหลายๆ คนคงจะหาโอกาสดีๆ ไปยลแสงเหนือกันถ้วนหน้านะคะ... จริงอยู่ว่า หลายๆ คนคิดว่าการเดินทางไปดูแสงเหนือในแถบประเทศสแกนดิเนเวียนั้นยาก อาจเพราะการเดินทางที่ลำบากเนื่องจากค่อนข้างไกล และที่สำคัญคือคิดว่ามีราคาแพงมาก จึงตัดสินใจล้มเลิกโอกาสดีๆ ดังกล่าวในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว  การเดินทางไปดูแสงเหนือทุกวันนี้ค่อนข้างสะดวก เป็นระบบ ยิ่งถ้าหากเราตระเตรียมการเดินทาง ทั้งจองที่พัก กิจกรรมฤดูหนาวต่างๆ และตั๋วเดินทางไว้ล่วงหน้า 2-3 เดือน ก็จะลดค่าใช้จ่ายจริงไปได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการซื้อในเวลาปกติ นอกจากนั้นการจองล่วงหน้ายังเกิดผลดีแก่ผู้เดินทาง เพราะที่พักดีๆ ราคาถูกมักจะหายากและถูกจองไปล่วงหน้าแล้ว โดยยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายจริงที่ชาวเราไปผจญภัยนั้น 6 วัน ประมาณ 550 ยูโร (22,000 บาท) ต่อคน ซึ่งถือว่าคุ้มมากมายกับการได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของชาวขั้วโลกเหนืออีกด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางไปดูแสงเหนือคือ “ใจ” ที่ตั้งมั่นในการชมแสงเหนือ เพราะบางครั้งการเฝ้ารอปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะปรากฏขึ้นไม่แน่นอนในแต่ละวัน ประกอบกับความหนาวเย็นสุดขั้ว อาจทำให้เราเกิดความ “ท้อ” ในการรอคอยได้ แต่หากว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาฟ้าเปิด ไร้เมฆ มืดมิดพอที่จะเห็นแสงเหนือได้ ประกอบกับเรามีจิตตั้งมั่นพอว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้ แสงเหนือที่ว่าพบเห็นได้ยาก ก็มักจะไม่ทำให้คนที่เฝ้ารอต้องผิดหวังและกลับบ้านมือเปล่าอย่างแน่นอน...

 



รู้ไว้ใช่ว่า: คนส่วนใหญ่มักจะสับสนการเรียกแสงเหนือระหว่าง Northern Light และ Polar Night ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองชื่อเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Northern Light คือชื่อเรียกปรากฏการณ์แสงเหนือ (ปลายก.ย. ถึงกลางเม.ย.) หากแต่ Polar Night (กลางพ.ย. ถึงราวๆ กลางม.ค.) จะใช้เรียกช่วงเวลาที่มีกลางคืนมากกว่า 24 ชั่วโมง โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในเขตขั้วโลกเท่านั้น (ถ้าอยู่ขั้วโลกเหนือจะเรียกว่า Arctic Circle และขั้วโลกใต้คือ Antarctic Circle) ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นตรงกันข้ามกับ Polar Day (กลางพ.ค. ถึงราวๆ กลางส.ค.) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพระอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าเป็นเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าพระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) นั่นเอง..

Polar NightThe Team

 

นิตยสาร opnmnd ฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่